ดูหนังออนไลน์: Cursed มนตราต้องสาป ถ้าหากพูดถึงตำนานกษัตริย์อาเธอร์ กับอัศวินโต๊ะกลม และผู้วิเศษเมอร์ลิน เราสามารบอกได้เลยว่ามันถูกนำมาดัดแปลงเยอะแค่ไหน ทั้งทีวีซีรีส์ ภาพยนต์ การ์ตูน นิยาย และอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งหลายๆ อันมันก็เป็นการหยิบยกตำนานนี้มายำใหม่ในมุมมองอื่นๆ ซึ่งเรื่องนี้ ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างน่าสนใจ

Cursed Langfordนีมุย หญิงสาวชาวเผ่าเวหา (รับบทโดย Katherine Langford จากซีรีส์ 13 Reasons Why) ที่หมู่บ้านของเธอ ถูกรุกรานจากกองทัพ “อัศวินแดง” ที่ต้องการจะกำจัดสิ่งมีชีวิตชนเผ่าอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ออกไปให้หมดจากผืนแผ่นดิน ทำให้หมู่ล้านของชาวเผ่าเวหาถูกทำลาย รวมไปถึงครอบครัวของเธอ

ก่อยที่นีมุยจะหนีออกมาได้ เธอได้รับฝากฝังจากแม่ของเธอให้นำดาบแห่งพลังเล่มหนึ่งติดตัวไปด้วย และออกไปตามหาผู้วิเศษที่ชื่อว่า “เมอร์ลิน” (Gustaf Skarsgård หรือโฟลกิจากซีรีส์ Vikings) แลเรื่องราวก็จะนำพาทุกคนไปกับการเดินทางของนีมุยเพื่อไปหาเมอร์ลิน ก่อนสงครามครั้งใหญ่จะอุบัติขึ้น

เริ่มแรกเลย สิ่งที่น่าสนใจและดีงามอย่างมากก็คือ โปรดักชั่นงานสร้างที่เรียกได้ว่า น้องๆ Game of Throne เลยทีเดียว ทั้งงาน Setup โลกแฟนตาซีที่ดูมีชีวิตชีวา เอฟเฟ็กต์ CG อลังการและดูลงทุน และได้ผู้สร้างชื่อดังอย่าง Frank Miller ขึ้นมานั่งแท่น Creator ร่วมกับผู้เขียนเรื่องในเวอร์ชั่นนิยาย เลยทำให้ทาง Netflix กล้าทุ่มทุนขนาดนี้

โลกแฟนตาซีภายในเรื่องทำออกมาได้น่าสนใจ มีการแบ่งฝักฝ่าย เหตุการณ์บ้านเมืองที่เห็นได้ชัดเจนว่า เมืองนี้กำลังมีปัญหาอะไร แล้วกองทัพอัศวินแดงก็เป็นกลุ่มตัวร้ายที่ดูแปลกตาทีเดียว เพราะปกติกองทหารที่ทำเพื่อศรัทธาก็จะมาในรูปแบบนักรบสวมเกราะพร้อมสัญลักษณ์กางเขน แต่ในเรื่องนี้เขากลับดีไซน์ให้มันเป็น กลุ่มนักบวช ที่ใส่ชุดแค่เสื้อคลุมนักบวชไล่เข่นฆ่าผู้คนไปเลย

แต่ภายในโลกของ Cursed มันจะไม่ใช่ Dark Fantasy ที่มีเรื่องการเมืองหนักๆ ผู้คนเข่นฆ่า โทนหม่นๆ แบบ GoT หรือ The Witcher แต่จะออกโทนสดใส และไปในทางซีรีส์ธีมย้อนยุคเสียมากกว่า

มันเลยทำให้จุดนี้ กลายเป็นข้อเสียใหญ่ที่เห็นได้ชัดในจุดแรกเลย เพราะว่าโทนเรื่องนั้นจริงๆ เรารู้สึกได้เลยว่าหนักเอาเรื่อง ทั้งการไล่ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ของอัศวินแดง สงครามที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างโลกมนุษย์ เมืองต่างๆ และพวกปีศาจ แต่การนำเสนอออกมา บางทีมันสลับโทนกันบ่อยมาก เดี๋ยวก็สดใส เดี๋ยวก็หม่น มันเลยดูคลุมเครือแบบ คุมโทนเรื่องและความเข้มข้นของเรื่องไว้ไม่ได้

อีกสาเหตุที่โทนเรื่องมันไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็คงจะเป็นเพราะ การเดินทางของนีมุย และเรื่องราวภายในโลก มันคนละโทน เพราะการเดินทางของนีมุยจะค่อนข้างสดใส มีอุปสรรคบ้าง แต่ก็ไม่ทำให้เราอินหรือรู้สึกกดดันตามตัวเอกขนาดนั้น แม้กระทั่งการเดินทางเพื่อตามแก้แค้นให้กับครอบครัวของนางเอกพร้อมดาบ เราก็ยังไม่รู้สึกว่ามันหนักหนาสาหัส หรือต้องเอาใจช่วยขนาดนั้น (อารมณ์แบบหนังวัยรุ่น เรื่อยๆ ทั่วไป)

วัถุดิบที่หยิบยกมาใส่ได้อย่างน่าสนใจก็คือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า เหล่าภูติ หรือก็คืออมนุษย์ที่แบ่งออกเป็นเผ่าพันธ์ต่างๆ ไม่เชิงปีศาจเสียทีเดียว เช่นเผ่าเวหาขอนางเอก ที่ถนัดในเรื่องของพวกเวทมนต์ หรือเผ่านาคีที่มีเกล็ดตามตัวคล้ายงู เผ่าที่มีเขา ฯลฯ แต่ต้องถูกกวาดล้างเพราะศรัทธาจากพวกอัศวินแดง และเรื่องราวของเวทมนต์คำสาปของตัวนางเอกเอง ที่พอเรียกได้ว่าเป็นตัวชูโรงของเรื่องราวนี้

มันทำให้ฉากต่อสู้ที่ตัวเอกเราใช้ดาบ หรือพลัง มันดูค่อนข้างดีเลยในหลายๆ ฉาก เช่นสู้ในน้ำ หรือฆ่าฟันกับฝูงหมาป่า ที่เอาเด็กสาวหน้าสวยมาเปรอะเลือดสาด ฟันคอขาดให้เห็นจะๆ ฉากต่อสู้นำเสนออาร์ตๆ แบบ 300 แต่ก็ไม่ได้มีเยอะ ทำให้มันเป็นอยางที่บอกก็คือ โทนเรื่องมันเดี๋ยวก็ดูจริงจัง เดี๋ยวก็ดูโลกสวยชิลๆ

รีวิว Cursed มนตราต้องสาป ตำนานอาเธอร์เล่าใหม่ในมุมผู้หญิง 4แต่เรื่องที่ดูน่าสนุกและน่าลุ้นกลับเป็นเส้นเรื่องแยกของเพื่อนนางเอก พิม ที่หนีรอดจากการฆ่าล้างหมู่บ้านและได้หลบหนีแต่งงานกับชายอ้วน ก่อนี่จะหนีไปขึ้นเรือพวกโจรสลัด พอมันตัดสลับมายังเรื่องราวของพิมมันเลยเป็นแนวคอมเมดี้ไปเลย ถือว่าเป็นสีสันที่ใช้ได้

การนำเรื่องราวอาเธอร์และดาบมาดัดแปลงใหม่ มันก็ไม่สามารถขาดตัวละครหลักอย่างผู้วิเศษ เมอร์ลิน ไปได้ ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้เมอร์ลินจะออกแนวๆ แจ็ก สแปร์โรว์ ดูมึนๆ เมาๆ แต่เป็นจอมวางแผนมากกว่าผู้วิเศษเคราดก รอปล่อยพลัง เป็นเพราะว่าเมอร์ลินไม่มีพลังเวทย์แล้ว เป็นเพราะอะไรต้องไปดูในเรื่อง ทำให้การเดินทางกระทำนั่นนี่ของเมอร์ลินก็ดูโอเคและสนุก เหมือนกับตอนที่ได้ดู แจ็ก สแปร์โรว์ ทำอะไรเปิ่นๆ ในไพเรทออฟเดอะแคริเบี้ยน

แต่โดยรวมกัน กลายเป็นว่าสิ่งที่นำเอาตำนานมาเขียนใหม่ หรือนำเสนอ มันไม่แปลกใหม่และเห็นได้ทั่วไปเลย พอเรายิ่งดูไป ก็จะยิ่งเดาทางของเนื้อเรื่องได้ เพราะมันดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงไปเรื่อยๆ ตัวละครจะเดินทางพบปะเจอนั่นเจอนี่ แล้วเฉลยเรื่องไปทีละนิดละหน่อย และไม่ได้ดูว้าวหรือมีอะไรที่ผิดแผกไปกว่าซีรีส์แฟนตาซีพีเรียดยุคกลางเรื่องอื่นๆ

เรียกได้ว่าการนำเสนอแทบไม่มีลูกเล่น ไม่มีลูกเฉลยที่ทำให้รู้สึกอิมแพคไปกับเนื้อเรื่อง หรือว้าวเมื่อเขาเฉลยตัวละครหรือเหตุการณ์สำคัญๆ เลย โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนที่เชี่ยวชาญและเคยดูตำนานอาเธอร์ในรูปแบบต่างๆ มามาก ก็คงเคยเห็นในสิ่งที่เขานำเสนอมาหมดแล้ว

ค่อนข้างเป็นที่น่าเสียดายหลายๆ อย่าง ในเรื่อง ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเองชอบความแฟนตาซีที่เขาออกแบบโลกและใส่มันข้ามา ซึ่งมันดูมีดีไซน์และการคิด การออกแบบมาที่ดี แต่กลับเป็นองค์ประกอบเล็กๆ ที่ไปชูโรงตัวเรื่อง ซึ่งตัวเรื่องดันไม่ค่อยมีอะไรที่น่าจดจำเสียเท่าไหร่ มันเลยไม่ได้ชูกันจนโดดเด่นและแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ มากเท่าไหร่

และด้วยความเป็น Original Netflix ก็ไม่ลืมที่จะใส่กิมมิคของ LGBT หรือตัวเอกผิวสีมาด้วย ซึ่งบางฉาก แม้จะมีแค่นิดหน่อย ก็ยังรู้สึกว่ามันยัดเข้ามาเอาทื่อๆ แต่ก็ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไรมาก

แต่ช่วงหลังก็ทำได้ค่อนข้างดีและดูสนุก ทั้งฉากสงคราม และจุดพลิกผันต่างๆ เอฟเฟคเวทมนต์ ที่พอจะกลบข้อด้อยในช่วงแรกไปได้บ้าง ทำให้คนที่ชอบก็อาจจะชอบมาก ต้องทำใจก่อนว่ามันไม่ใช่ดาร์กแฟนตาซี แต่เป็นเพียงแค่พีเรียดแฟนตาซีก็จะเข้าใจในตัวเรื่องของซีรีส์ได้มากขึ้น ซึ่งในตอนจบนั้นต้องบอกเลยว่ามีซีซั่นต่อไปแน่นอน